โรคเอดส์ (AIDS) หรือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus)

 

โรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งส่งผลให้ร่างกายของบุคคลที่ติดเชื้อมีระบบภูมิคุ้มกันลดลงเรื่อย ๆ จนถึงขั้นเป็นโรคเอดส์เอง อาการของโรคเอดส์สามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงหลัก ๆ ได้ดังนี้

1.ช่วงช่องโหว่ (Acute HIV infection): ช่วงนี้มักเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้นหลังจากติดเชื้อไวรัส HIV ใหม่ เป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเริ่มต้านไวรัส HIV อาการที่พบมักเป็นไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดคอ ปวดข้อ ความอ่อนเพลีย ผื่นบนผิวหนัง และอาการอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมองข้ามไปได้ เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เชื้อ HIV

2.ช่วงปรับตัว (Asymptomatic HIV infection): หลังจากช่วงช่องโหว่ผ่านไประยะเวลาประมาณ 2 ถึง 15 ปี บางคนอาจไม่มีอาการที่น่าสังเกตเป็นอย่างชัดเจน (asymptomatic) แต่ระบบภูมิคุ้มกันของตนอาจเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้มีอาการเช่น มีไข้เล็กน้อย หมองเมื่อยง่าย หรือมีปัญหาของระบบภูมิคุ้มกันอื่น ๆ

3.ช่วงโรคเอดส์ (Symptomatic HIV infection/AIDS): หลังจากช่วงปรับตัวผ่านไประยะเวลา 10 ถึง 15 ปีหรืออาจจะเร็วกว่านั้น ผู้ป่วยโรคเอดส์จะมีอาการที่มักมีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ปวดท้อง น้ำหนักลดลงอย่างรุนแรง ปวดที่กล้ามเนื้อหรือข้อ มีโรคต่าง ๆ อาทิ เบาหวาน วัณโรค และมะเร็ง เดลย์โรคเอดส์จะมีสาเหตุจากการติดเชื้อจากเชื้ออื่น ๆ ซึ่งร่างกายปกติจะสามารถต้านเชื้อเหล่านี้ได้ แต่ในผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HIV ร่างกายจะมีความยากที่จะต้านการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาการของโรคเอดส์จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยมีความหลากหลายทั้งในอาการและความรุนแรงของโรค และสำหรับบางคนอาจไม่มีอาการเลยในระยะแรก จึงสำคัญที่จะได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคที่รวดเร็วเมื่อสงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อ HIV ในระบบของตน

การป้องกันโรคเอดส์มีหลายวิธีที่สามารถปฏิบัติได้เช่นเดียวกับการป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ และนี่คือบางวิธีที่สำคัญ

1.การใช้ถุงยางอนามัย (condoms): การใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศอื่น ๆ ช่วยลดความเสี่ยงอย่างมาก

2.การใช้เข็มที่ปลอดภัย: ในกรณีที่ต้องใช้สารเสพติดหรือฉีดยา ควรใช้เข็มที่ไม่ได้ใช้ซ้ำและปลอดภัย

3.การตรวจสอบสถานะเชื้อโรค: การทำการตรวจเชื้อเอดส์เป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากมีกิจกรรมที่เสี่ยง เพื่อทราบสถานะของตนเองและรับการรักษาตามคำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยง

4.การให้ยารักษากำเนิด: สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น คู่รักระดับสูงที่มีหนึ่งในฝ่ายติดเชื้อ หรือแม่ติดเชื้อที่ตั้งครรภ์ การให้ยากำเนิด (Pre-exposure prophylaxis: PrEP) สามารถลดความเสี่ยงได้

5.การให้ยารักษาหลังเผ่าพันธุ์ (Post-exposure prophylaxis: PEP): ในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ในระยะเวลาที่สั้น ๆ (เช่น หลังถูกทำร้ายทางเพศ) การให้ยา PEP ในช่วงเวลาหลังเหตุการณ์นั้นสามารถลดความเสี่ยงได้

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย  คาสิโน ญาจาง